ถ่ายทอดจาก วีดิโอคลิป "รู้สู้ flood"ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วมมีมากมาย จนกลายเป็นภาวะ "ข้อมูลท่วมมากกว่าน้ำท่วม" เพราะเข้าไปค้นคำว่า "น้ำท่วม" ในกูเกิลล่าสุดเกิน 60 ล้านรายการแล้วด้วยซ้ำไป
บางคนตื่นตูม ใครแนะนำอะไรทำหมด แต่บางคนก็เฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหตุก็เพราะเราไม่รู้ว่าตกลงมันจะเกิดอะไรกันแน่
คำถามข้อแรกเกิดอะไรขึ้น ทำไมน้ำจะท่วมหนักหนากว่าที่ผ่านๆ มา
น้ำมาจากฝนซึ่งตกโดยธรรมชาติอยู่แล้วทุกปี ประเทศไทยมีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดเอียง ดังนั้น ฝนที่ตกลงมาท่วมอยู่บนพื้นดินจะไหลจากเหนือไปออกอ่าวไทย
สมัยก่อน น้ำฝนที่ตกลงมาจะไหลไปตามเส้นทางนี้ มีป่าเป็นเสมือนเขื่อนธรรมชาติ ช่วยซึมซับและชะลอความเร็วของน้ำ
แต่เวลาผ่านไป ทำให้เรามั่นใจว่าเทคโนโลยีจะสามารถควบคุมน้ำได้ คนจึงสร้างเขื่อนมาควบคุมการใช้น้ำ วางแผนกักเก็บน้ำ และปล่อยมันตามที่เราต้องการ
ป่าที่เคยเป็นพื้นที่ซับน้ำทยอยกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร นิคมอุตสาหกรรมและอื่นๆ
จากเดิมที่วิถีของน้ำขึ้นอยู่กับธรรมชาติกลายมาขึ้นอยู่กับการควบคุมของมนุษย์แทน
เมื่อมีการควบคุมก็เป็นไปได้ที่จะเสียการควบคุม
ปี 2554 ปริมาณน้ำฝนรวมตั้งแต่ต้นปี ไม่แตกต่างไปจากปีก่อนๆ มากนัก แต่ด้วยเหตุที่ฝนตกอย่างหนาแน่นในช่วงเดือนกันยายนเป็นต้นมา ทำให้ปริมาณน้ำมีมากกว่าปกติ
จากทุกปัจจัยที่ว่านี้ ทำให้ปีนี้เรามีมวลน้ำขนาดใหญ่ ประมาณ 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ค้างอยู่บนภาคพื้นดินหากเทียบน้ำหนักน้ำทั้งหมดนี้ ก็เปรียบได้กับปลาวาฬ สีน้ำเงิน 50 ล้านตัว เมื่อเหล่าปลาวาฬเหล่านี้อยู่ผิดที่ จึงเป็นอุปสรรคของความเป็นอยู่ของประชาชน
บ้างก็มีปลาวาฬในบ้าน จึงต้องไปอาศัยบนหลังคา บ้างก็ทำลายเส้นทางจราจร
ทางแก้ปัญหา คือ เราต้องพาปลาวาฬกลับสู่อ่าวไทยให้ได้เร็วที่สุด
เรามีเส้นทางการระบายปลาวาฬอยู่ 3 ทาง คือ แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง
แต่เราสามารถนำปลาวาฬลงสู่ทะเลได้เพียงวันละประมาณ 1 ล้านตัว นั่นหมายถึง เราต้องใช้เวลา 50 วัน จึงจะพาปลาวาฬลงทะเลได้หมด
มีคำถามว่าถ้าปล่อยให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ จะช่วยระบายน้ำให้ดีขึ้นไหม
คำตอบ คือ ด้วยพื้นที่ประมาณ 1,600 ตารางกิโลเมตรของกรุงเทพฯ สมมติว่าปล่อยให้น้ำท่วมสูง 1 เมตรในทุกพื้นที่ คือ ท่วมเท่าระดับหน้าอก เราจะสามารถแบ่งเบาปลาวาฬได้ 8 ล้านตัว แต่การระบายน้ำยังเท่าเดิมและยังต้องใช้เวลาอีก 42 วันในการระบายปลาวาฬ 42 ล้านตัวที่เหลือ
แล้วเราจะทำยังไงดี ปัญหานี้กำลังถูกแก้อย่างไร
ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ คือ พยายามปกป้องคันกั้นน้ำให้ดีที่สุด ระหว่างที่รอให้ระบายน้ำออกจนหมด เพื่อไม่ให้น้ำเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแก้วิกฤติน้ำท่วม
ดังนั้น ไม่ว่าวิธีการใดก็ตาม ประเทศไทยยังจะอยู่กับสถานการณ์น้ำท่วมไปอีกหนึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ เรื่องแรงดันของน้ำ
นึกภาพของปลาวาฬ ที่อยากลงทะเลเต็มแก่ จึงออกแรงดันคันกั้นน้ำที่ขวางทาง เมื่อใดที่คันกั้นน้ำไม่สามารถทนแรงดันของปลาวาฬได้ ปลาวาฬก็จะเข้ามาว่ายเล่นในกรุงเทพฯ
คำถามคือคันกั้นน้ำจะทนแรงดันของน้ำได้ถึงเมื่อไร
คำตอบของนักวิชาการมีหลากหลายซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการประมาณการทั้งสิ้น
นั่นแปลว่าตราบใดที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเรื่องความเสี่ยง คนกรุงเทพฯ ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะตกเป็นผู้ประสบภัย
ในเมื่อเราหวังคำตอบในเรื่องการแก้ปัญหาไม่ได้ การเสพข้อมูลจำนวนมาก ยิ่งทำให้เราตื่นตูมโดยเปล่าประโยชน์
ดังนั้น สิ่งที่เราน่าจะทำได้ดีกว่าในตอนนี้ คือ ตั้งสติและตั้งคำถามว่าเราจะเตรียมตัวอย่างไรให้เราไม่ตกเป็นผู้ประสบภัย แม้จะอยู่ในภาวะน้ำท่วม
อธิบายง่ายๆ ชัดๆ อย่างนี้ยังพอจะทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อย "ตั้งสติ" เพื่อประสานพลังกันฟันฝ่าความทุกข์ยากช่วงนี้ไปได้